* ค้ามันสำปะหลัง * ถึงเวลาที่ต้องปรับรูปแบบการผลิต
(อ่าน 313)
ค้ามันสำปะหลัง... ถึงเวลาที่ต้องปรับรูปแบบการผลิต ภาพของเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังจากจังหวัดสระแก้วและจันทบุรี พากันมาปิดถนนสาย 317 สระแก้ว-จันทบุรี กลายเป็นภาพที่ชินตา เพราะนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในทุกฤดูกาลผลิต ราคาผลผลิตที่ยืนพื้นในช่วงแรกที่ผลผลิตออกสู่ตลาดเฉลี่ยกิโลกรัมละ 3 บาท ในเดือนธันวาคม ก่อนจะมาอ่อนตัวลงในเดือนมกราคมเฉลี่ยที่ 1.90-2.10 บาทต่อกิโลกรัม เป็นเกณฑ์ตอบแทน ที่ผู้ปลูกยืนยันว่าไม่สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และนั่นคือที่มาของการชุมนุมประท้วงเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลหันมาให้ความสำคัญ
น่าสนใจว่าปัจจัยของความผันแปรในราคารับซื้อผลผลิตอยู่ที่ลานมันที่ทำหน้าที่ในการรับซื้อผลผลิต ที่ให้ราคามันสำปะหลังอยู่ที่ 1.85-2.10 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นราคาที่เกษตรกรปฏิเสธการยอมรับ เพราะไม่คุ้มทุนกับค่าแรง และปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้น ขณะที่แรงกดดันนอกเหนือจากนี้ก็คือ ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา มีนายทุนจากฝั่งไทย เข้าไปขยายการลงทุนทางด้านการเกษตรด้วยการปลูกมันสำปะหลัง และผลผลิตที่ออกมาก่อนหน้าผลผลิตในฝั่งไทย 1 เดือน จึงมีผลมาถึงราคารับซื้อในประเทศ ด้วยเหตุที่ว่าผลผลิตจากฝั่งกัมพูชาถูกระบายเข้ามายังแหล่งรับซื้อในฝั่งไทย
ความแตกต่างในด้านการผลิตที่ต้องยอมรับนั่นก็คือ คุณภาพของมันสำปะหลังจากแหล่งปลูกในฝั่งกัมพูชามีคุณภาพหรือเปอร์เซ็นต์ของแป้งที่สูงกว่า ขณะที่ข้อเรียกร้องของเกษตรกรในพื้นที่ก็คือ ต้องการที่จะให้รัฐบาล "ประกันราคา" ไม่ใช่ "จำนำ" เนื่องจากเงื่อนไขต่างๆ ที่มีครอบคลุม อาทิ พื้นที่ปลูกต้องเป็นของตนเอง ขณะที่โดยความเป็นจริงแล้วแหล่งปลูกที่กระจายอยู่ในสระแก้วและจันทบุรี ส่วนใหญ่เป็นการปลูกในพื้นที่ป่าสงวน ไม่มีเอกสารสิทธิ มีแต่ภ.บ.ท.5 น้อยรายที่จะมี น.ส.3 และเกษตรกรบางรายก็เช่าที่ดินปลูกมัน ทำให้ติดขัดเงื่อนไขในการจำนำผลผลิตมัน จึงกลายมาเป็นข้อเรียกร้อง "ให้รับจำนำแบบไม่มีเงื่อนไข"
"แม้ว่าคณะรัฐมนตรีจะมีมติเห็นชอบโครงการรับจำนำมันสำปะหลังในราคา 2.75 บาทต่อกิโลกรัม เมื่อวันที่ 15 มกราคม ที่ผ่านมา แต่ในความเป็นจริงแล้วเกษตรกรในพื้นที่ยังคงต้องพบกับเงื่อนไขต่างๆ มากมาย เช่น เปอร์เซ็นต์แป้งไม่ได้ตามเกณฑ์ เอกสารที่ดิน และปริมาณมันสำปะหลังของเกษตรกรที่สามารถขายได้ไม่เกิน 250 ตันต่อราย ทำให้ส่วนใหญ่ไม่สามารถร่วมโครงการรับจำนำได้ ที่สำคัญเมื่อมาเจอปัญหามันเส้นนำเข้าจากกัมพูชาที่มาตีตลาด ทำให้เป็นปัญหาอย่างมาก
แนวทางของพวกเราคือ การขอให้ลานมันทุกแห่งทั้งในสระแก้วและใกล้เคียงรับซื้อมันสำปะหลังหัวที่กิโลกรัมละ 2.50 บาท โดยไม่ตัดเปอร์เซ็นต์แป้ง ไม่กำหนดเงื่อนไขเรื่องเอกสารที่ดิน จำนวนมันสำปะหลังที่อยู่ในมือของเกษตรกร และขอให้จ่ายเป็นเงินสด รวมทั้งให้ชะลอการนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศกัมพูชาเป็นเวลา 2 เดือน หากรัฐบาลขานรับแนวทางนี้ก็เชื่อได้ว่า จะส่งผลดีต่อตลาดมันสำปะหลังในประเทศให้ฟื้นตัว" นิวัติ พาพรมพฤกษ์ ตัวแทนเกษตรกร ใน ต.วังทอง อ.วังสมบูรณ์ จ.สระแก้ว แกนนำเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังสะท้อนความเห็น
หากโฟกัสไปยังสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นกับตลาดมันสำปะหลังในประเทศ ที่น่าสนใจอย่างยิ่งก็คือ การที่ประเทศจีนในฐานะผู้รับซื้อรายใหญ่ชะลอการรับซื้อ ลดปริมาณนำเข้ามันสำปะหลังจากไทย ทำให้กระบวนการต่างๆ ชะงัก ส่งผลกระทบมาถึงผู้ปลูก ในขณะที่ปัจจุบันการทำเกษตรของเกษตรกรจะเน้นไปที่การปลูกพืชเชิงเดี่ยวมีต้นทุนการผลิตสูง ทั้งจากค่าจ้างแรงงาน ค่าปุ๋ย ค่าขนส่ง ฯลฯ ดังนั้นเมื่อตลาดรับซื้อที่มีบทบาทสูงอย่างจีนชะลอการนำเข้า ผลกระทบจึงลุกลามมาถึงไทยด้วย ในส่วนการรับซื้อมันสำปะหลังจากฝั่งกัมพูชาซึ่งส่วนใหญ่เป็นมันเส้นส่งออกไปประเทศที่สามผ่านไทย จึงไม่กระทบต่อการรับซื้อหัวมันสดในประเทศมากนัก
"ต้องยอมรับว่าไทยกับกัมพูชาปลูกพืชเศรษฐกิจคล้ายกัน เก็บเกี่ยวช่วงเดียวกัน แต่กัมพูชาจะเก็บเกี่ยวก่อน การที่ผลผลิตออกมาพร้อมกันมากๆ เมื่อตลาดจีนชะลอตัวจึงชะงักทั้งระบบ ส่วนตัวเห็นว่าต่อไปนี้น่าเปลี่ยนระบบปลูกมันสำปะหลังด้วยการขุดมันสำปะหลังให้เร็วขึ้นกว่าเดิม แล้วหันมาทำมันเส้นมากขึ้น เพราะปัจจุบันตลาดต้องการมันเส้น มันสะอาด ไม่มีสิ่งเจือปน ราคาดี แต่เกษตรกรไม่ทำ เพราะไม่เคยทำ ไม่อยากเสียค่าจ้างสับมันเพิ่ม ก็ต้องกลับมาทำหัวมันสดราคาถูกต่อไป ปัญหาต่างๆ จึงย้อนกลับมา" จันทร์เพ็ญ สอนสมสุข พาณิชย์จังหวัดสระแก้วเล่าถึงสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น
รัชนี วีระกุล ผู้จัดการบริษัท ยิ่งวัฒนาทาปิโอก้า จำกัด ผู้ส่งออกมันเส้นรายใหญ่ใน จ.สระแก้ว เปิดเผยว่า การที่จีนซึ่งเป็นผู้รับซื้อมันสำปะหลังรายใหญ่ของไทย ชะลอการรับซื้อจากที่เคยนำเข้าปีละ 5 แสนตัน ลดลงมาที่ 3 แสนตัน และอาจจะลดลงอีก จึงส่งผลกระทบมายังเกษตรกรโดยตรง ขณะที่ทิศทางของตลาดปัจจุบันเป็นการรับซื้อมันเส้นมากขึ้น ซึ่งไทยยังติดเรื่องเครื่องจักรสับมันที่ยังคงมีปัญหาฝุ่นละออง ในขณะที่กัมพูชาและเวียดนามยังคงใช้มือสับ ทำให้จีนเลยเลือกซื้อมันเส้นจากทั้งสองประเทศก่อนเป็นอันดับแรก เมื่อหมดแล้วจึงมาซื้อมันไทย แต่จะซื้อในราคาที่ถูกกว่า เพราะฉะนั้นราคาผลผลิตของไทยจึงถูกลง
"ปีที่แล้วมันเส้นมีปัญหา แต่ปีนี้ทั้งแป้งมัน มันเส้นมีปัญหาเหมือนกัน ทำให้ราคาสินค้าตกต่ำอย่างรวดเร็ว จากก่อนปีใหม่ราคากิโลกรัมละ 3.00-3.20 บาท พอหลังปีใหม่ราคาก็ลดต่ำลงมาเรื่อยๆ ปัจจุบันโรงแป้งรับซื้อ 2.40 บาท ลานมันรับซื้อ 2.10 บาท เนื่องจากฝนตก ตากมันไม่ได้ มีค่าใช้จ่ายต้องเก็บหลายครั้งกว่าจะแห้ง แล้วทำให้ไม่สามารถรับซื้อมันหัวจากเกษตรกรได้ด้วย"
รัชนี กล่าวว่า การที่ลานมันและโรงแป้งไม่เข้าร่วมโครงการจำนำ เป็นปัญหามาจากองค์การคลังสินค้า (อคส.)จ่ายเงินค่าแปรสภาพและค่าฝากเก็บให้ผู้ประกอบการล่าช้ามาก บางราย 2 ปี โรงแป้งบางแห่งพบว่า อคส.ยังเป็นหนี้อยู่กว่า 100 ล้านบาท สำหรับการแก้ปัญหาในระยะยาว เห็นว่าเกษตรกรต้องเปลี่ยนวิธีการผลิตใหม่ทั้งหมด หันมาทำมันเส้นส่งขายกันมากขึ้น ลดปัญหาฝุ่นให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งภาครัฐอาจออกมาช่วยเหลือว่าจะต้องทำอย่างไรให้ผลผลิตมากขึ้นโดยไม่มีฝุ่น เกษตรกรอาจรวมกลุ่มกันเป็นสหกรณ์นำร่อง รวมกลุ่มกันสับ ใช้เครื่องจักรขนาดเล็กให้คุณภาพออกมาใกล้เคียงกับมันสับมือ ก็น่าจะช่วยให้ขายได้ง่ายขึ้น
"ในอนาคตอาจต้องขอความร่วมมือให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นช่วยจัดสรรงบประมาณซื้อเครื่องสับมันขนาดเล็กหรือกลาง เพื่อทำมันเส้นให้เกษตรกรโดยรวมกลุ่มกันทำ เพื่อยกระดับการผลิตให้ได้ราคาดีขึ้นและตลาดใหญ่ขึ้นด้วย ซึ่งน่าจะเป็นทางออกของปัญหาสอดคล้องกับทิศทางตลาดโลก" ศานิตย์ นาคสุขศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว เล่าถึงแนวทางที่วางไว้
ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ จึงชัดเจนว่าการปรับรูปแบบของผลผลิตจากการขายหัวมันเปลี่ยนมาเป็นมันเส้น น่าจะเป็นทางออกที่ทำให้เกษตรกรได้รับผลกระทบจากความผันผวนทางด้านราคาน้อยที่สุด
ที่มา : http://www.komchadluek.net
โพสเมื่อ : 04 ก.พ. 2555
|